วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557


การปฏิรูปศาสนา (Reformation)

                 การปฏิรูปศาสนาเริ่มขึ้นประมาณ ค.ศ. 1500 จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนาเกิดจากนักมนุษย์นิยมในดินแดนยุโรปกลุ่มหนึ่งได้วิพากย์ถึงความเสื่อมของสถาบันศาสนา และเสนอแนวทางแก้ไข แต่ศาสนจักรไม่ยอมรับความคิดและข้อเสนอแนะ จึงเกิดความแตกแยกและนำไปสู่การปฏิรูปศาสนา



สาเหตุของการปฏิรูปศาสนา

                  ปลายสมัยกลาง ศาสนาคริสต์ถึงแก่ความเสื่อมเนื่องจากประชาชนเบื่อหน่ายวิธีดำรงชีวิตด้วยความฟุ้งเฟ้อของพรและการซื้อขายตำแหน่งของพระชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้กลุ่มชาตินิยมที่ก่อตัวขึ้นในดินแดนต่างๆ ในช่วงปลายสมัยฟิวดัลก็ดำเนินการต่อต้านอำนาจทางการเมืองของสันตะปาปาที่ครอบงำกษัตริย์และผู้ปกครองดินแดนต่างๆ ในยุโรป



                  การแสดงความคิดต่อต้านอำนาจของสันตะปาปาและคริสตจักรเริ่มขึ้นในดินแดนเยอรมณี ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเสื่อมอำนาจและมีการก่อตัวของกลุ่มชาตินิยมในแคว้นต่างๆ กลุ่มชาตินิยมเยอรมันได้วิพากย์วิธีการเรี่ยไรเงินของสันตะปาปาเพื่อนำเงินไปก่อสร้างวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter) ในกรุงโรม โดยิธี การขายบัตรไถ่บาปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผู้นำในการต่อต้านคือมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) นักบวชชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาและเห็นว่าวิธีการจ่ายเงินเพื่อไถ่บาปเป็นสิ่งหลอกลวงประชาชน ใน ค.ศ. 1520 ลูเธอร์ ได้พิมพ์หนังสือเผยแพร่ความคิดต่อต้านพฤติกรรมของสันตะปาปาถึง 3 เล่ม แนวคิดของเขาได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้สันตะปาปาลีโอที่ 10 (Leo X) ประกาศขับไล่เขาออกจากศาสนา และให้จักรวรรดิชาลล์ที่ 5 (Charles V) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ลงโทษลูเธอร์ว่าเป็นบุคคลนอกกฎหมาย แต่ลูเธอร์ได้รับการคุ้มครองจากผู้ปกครองแคว้นแซกซอนี (Saxony) ซึ่งมีแนวคิดแบบชาตินิยม จึงรอดพ้นจากการลงโทษ และสามารถเผยแผ่คริสต์ศษสนาตามแนวทางของเขา โดยการแปลคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษาเยอรมันและแยกเป็นนิกายใหม่ เรียกว่า “โปรเตสแตนต์” (Protestant)




ผลกระทบของการปฏิรูปศาสนาต่อพัฒนาการของยุโรป

                            การประกาศแยกตัวของกลุ่มโปรเตสแตนด์ในดินแดนเยอรมณีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อพัฒนาการของยุโรป คือ เกิดการแตกแยกของศาสนาคริสต์ และการพัฒนารัฐชาติในยุโรป


ความแตกแยกของศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ถูกแบ่งแยกเป็น 2 นิกายใหญ่คือ
           1  นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งมีสันตะปาปาเป็นประมุข มีศูนย์กลางอยู่ที่นครรัฐวาติกันในกรุงโรม และยังคงแพร่หลายในดินแดนฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส

          2 กลุ่มต่อต้านอำนาจของสันตะปาปา เรียกว่าพวกโปรเตสแตนต์ ซึ่งแตกออกเป็นนิกายย่อยๆ จำนวนมาก ที่สำคัญ ได้แก่ นิกายลูเธอร์ (Lutheranism) ซึ่งแพร่หลายในดินแดนเยอรมณีและยึดถือแนวคิดของมาร์ติน ลูเธอร์ นิกายแองกลิคัน (Anglican Church) หรือนิกายอังกฤษ (Church of England) ซึ่งแพร่หลายในเกาะอังกฤษ และนิกายแคลวิน (Calvinism) ซึ่งแพร่หลายในสวิตเซอร์แลนด์ สกอตแลนด์ บางส่วนของเนเธอร์แลนด์ เยอรมณี และโปแลนด์ การที่ศษสนาคริสต์แตกแยกเป็นหลายนิกาย ทำให้แต่ละนิกายแข่งขันกันเผยแผ่ศาสนาตามความเชื่อของตนในดินแดนต่างๆ นอกทวีปยุโรป เช่น อเมริกา เอเชีย และแอฟริกา



มาร์ติน ลูเธอร์ ชาวเยอร์มัน ผู้ซึ่งริเริ่มการปฎิวัติ 
เพื่อทำให้คริสตศาสนาที่เขาศรัทธา กลับมาศักดิ์สิทธิ์ดั่งเดิม









การปฏิรูปศาสนานิกายโปเตสสแตน (Protestant Reformation)

                     การปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และเสร็จสิ้นลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย ค.ศ. 1648 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กระแสใหญ่ๆคือ

·         การปฏิรูปภายนอก  ที่แบ่งศาสนาคริสต์ออกเป็น 2 นิกายคือ โรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนต์
·         การปฏิรูปภายใน  ที่แก้ไขความเสื่อมโทรมของศาสนา และสถาบันสันตะปาปา เพื่อต่อสู้ไม่ให้ชาวยุโรปหันไปนิยม    นิกายโปแตสแตนต์ที่เกิดขึ้นใหม่


การทำสัตยาบันในสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย






จุดเริ่มต้นขบวนการปฏิรูปศาสนา

                         ผลงานวิทยานิพนธ์ “เทวนคร” (City of God)ของออกัสตินแห่งฮิปโป ที่เป็นแรงบันดาลใจในหมู่นักปฏิรูปขบวนการฮุสไซท์ (The Hussites) กลุ่มผู้ติดตามจอห์น ฮุส (John Huss) ชื่อหลักการ Utraquism คือ ฆราวาสมีสิทธิเช่นเดียวกับสงฆ์ในพิธีรับศีลมหาสนิท ที่จะรับทั้งขนมปังและเหล้า โดยในสมัยนั้นฆราวาสจะรับได้เพียงขนมปังและน้ำเท่านั้น ซึ่งเบื้องหลังคือการกดดันให้สถาบันสันตะปาปา และคณะกรรมาธิการศาสนา (Council Authority) ยอมรับว่าทั้งบรรพชิตและฆราวาสนั้นเท่าเทียมกัน และพระคัมภีร์เท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุดในศาสนกิจ โดยภายหลังการปฏิรูปศาสนากลุ่มฮัสไซท์ได้เข้ารวมกับพวกติดตามลูเทอร์
                       ขบวนการลอล์ลาร์ด (The Lollard Movement) ของจอห์น ไวคลิฟฟ์ (John Wycliffe) ที่เน้นการปรับปรุงศาสนาให้เข้ากับความต้องการของสามัญชน เน้นการเทศนาสั่งสอนมากกว่าการรับศีล ต่อต้านการสารภาพบาป การสวดมนต์ให้แก่ผู้สิ้นชีวิตแล้ว การเดินทางไปจาริกแสวงบุญ การเชื่อเครื่องรางของขลัง และเริ่มการใช้คัมภีร์ไบเบิลที่แปลเป็นภาษาพื้นเมือง เพื่อให้ชาวบ้านได้ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเองแทนการพึ่งพิงพระที่ใช้พระคัมภีร์ภาษาละติน โดยขบวนการลอล์ลาร์ดนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการปฏิรูปศาสนาระยะแรกภายใต้มาร์ติน ลูเทอร์

                     *** ดังนั้นพบว่าขบวนการปฏิรูปศาสนานั้นได้มีการเริ่มมาจากความไม่พอใจของสงฆ์ที่มีธรรมะ และสามัญชนที่ผิดหวังในสถาบันศาสนา ประกอบกับมีการผันแปรทางการเมือง ทัศนคติทำให้ผู้ที่ปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมในศาสนากล้าที่จะประกาศตนออกจากสถาบันศาสนา โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อชะตากรรมแบบ “ลอยแพ” ของสังคมในยุคกลางอีกต่อไป ***





การปฏิรูปศาสนา Reformation ในเยอรมนีโดย มาติน ลูเธอร์ ฉบับย่อ

การปฏิรูปศาสนา Reformation
         เกิดขึ้นในเยอรมนีในตอนต้นศตวรรษที่ 16 โดยนักมนุษยนิยม ที่ไม่พอใจต่อบทบาทของศาสนจักร การปฏิรูปศาสนามีผลทำให้สิ้นสุดความเป็นเอกภาพทางศาสนา

·         สาเหตุทางการศาสนา
1.      ความเสื่อมของศาสนจักรในปลาย ศตวรรษที่ 14 ถึงตอนต้นศตวรรษที่ 15
2.      พระมีความมั่งคั่งร่ำรวย มีที่ดินมากเกินไป พระประพฤติผิดศีลธรรมไม่เคร่งครัด
3.      การไม่พอใจในการซื้อตำแหน่งของพระ พระที่ได้รับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ไม่สมบูรณ์
4.      มุ่งพิธีกรรมมากเกินไป พระเรียกเก็บเงินที่ได้จากการประกอบพิธีทางศาสนามากเกินไป
5.      การขายไถ่บาป ซึ่งเป็นการค้ามากกว่าศรัทธา

·         สาเหตุทางการเมือง
1.      สันตะปาปาสนใจเรื่องทางโลกมากกว่าทางศาสนา เช่นเป็นผู้นำทัพเข้าสู่สงคราม
2.      กษัตริย์ต้องการขจัดอำนาจอิทธิพลของสันตะปาปา เพื่อหาผลประโยชน์จากที่ดินของวัด


·         สาเหตุทางเศรษฐกิจ
1.      ชนชั้นกลางให้การสนับสนุนการปฏิรูปศาสนา เพื่อยกเลิกระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัยให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสมัยใหม่
2.      สันตะปาปาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ปนระชาชนไม่พอใจ


·         ด้านแนวคิด
1.      เกิดแนวคิดแบบมนุษยนิยม (Humanism) กล้าแสดงความคิด กล้ากระทำในสิงที่เห็นว่าเหมาะสม
2.      แนวคิดแบบปัจเจกชน (Individualism) ต้องการมีอิสระสภาพ แสวงหาความจริงด้วยสติปัญญาของตนเอง ไม่ใช้การชี้นำของศาสนา
3.      ผลจากการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของจอห์น กูเตนเบอร์ก สิ่งพิมพ์ทั้งหลายและคำภีร์ไบเบิลถูกเผยแพร่ไปสู่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีความคิดและวิจารณญาณมากขึ้น




สาเหตุปัจจุบันจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนาของมาติน ลูเธอร์
1.      การเรียกเก็บเงินจากสันตะปาปาลีโอที่ 10  โดยการขายใบบุญไถ่บาปเพื่อนำไปบูรณะโบสถ์เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก
2.      ลูเธอร์ เขียนคำประท้วง 95 ข้อ ( The 95 Theses) เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ควรนำเงินเยอรมันไปสร้างวัดในอิตาลี  ให้สถาปนาเยอรมนีเป็นศูนย์กลางทางศาสนา
3.      สันตะปาปาประกาศบัพพาชณียกรรมลูเธอร์
4.      พระเจ้าชาร์ลที่ 5 แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ลงโทษลูเธอร์ แต่ลูเธอร์ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าชายเฟเดอร์ริค และผู้ครองแคว้นอื่น ๆ ของเยอรมันนี

หลักการของลูเธอร์
1.      การช่วยเหลือให้พ้นภัยโดยความศรัทธา ไม่ใช่อาศัยการทำงาน พระเจ้ากระทำทุกอย่างถูกต้องดีงาม อันจะนำมนุษย์ไปสู่ความสุข
2.      มนุษย์สามารถศึกษาคำภีร์ไบเบิลได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีพระเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
3.      ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าถือว่าเป็นพระโดยไม่จำเป็นต้องบวชหรือเข้าวัด
      ลูเธอร์ประกาศลัทธิลูเธอแรน (Lutherianism) ในปี ค.ศ.1530  ลัทธิต่อต้านศาสนาที่โรม เรียกว่า Protesstant แนวความคิดถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนาไปทั่วยุโรป





ปฏิกิริยาตอบโต้ของศาสนจักรโรมันคาธอลิก
1.      การจัดตั้งสมาคมเยซูอิทซ์ ให้ศึกษาให้แก่บุตรหลานชาวคาธอลิก เพื่อจะได้ไม่เปลี่ยนไปเป็น Protesstant
2.      การจัดตั้งศาลพิเศษทางศาสนา เพื่อต่อต้านการกระทำของพวกนอกรีต มีการลงโทษอย่างรุนแรง เช่นการเผาทั้งเป็น
3.      การประชุมทางศาสนาที่เมืองเทรนท์ มีผลดังนี้คือ
-  สันตะปาปาคือประมุขของศาสนา
-  คำภีร์ไบเบิลต้องเขียนเป็นภาษาละติน
-  ห้ามขายตำแหน่งทางศาสนาและห้ามขายใบไถ่บาป
-  ไม่ให้คนที่ไม่มีความรู้มารับตำแหน่งราชาคณะ
-  ขึ้นบัญชีหนังสือต้องห้ามซึ่งเป็นของพวกนอกศาสนา หนังสือต้องห้ามจะถูกทำลาย ผู้แต่งจะถูกเผาทั้งเป็น






ผลของการปฏิรูปศาสนา

·         ทางการเมือง
               การปฏิรูปศาสนาได้ทำให้พวกที่ไม่ต้องการระเบียบแบบแผน และพวกที่มีความคิดเห็นรุนแรงทางศาสนาก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นเรียกว่า "กบฏชาวนา" ในปี ค.ศ. 1525 ที่โบฮีเมีย มีทั้งกลุ่มอัศวินต่อสู้กับเจ้านายของตน และพวกชาวนาที่ก่อการปฏิวัติต่อเจ้าของที่ดินโดยต่างยื่นข้อเสนอเรียกร้องสิทธิของตน และกำหนดกฎเกณฑ์เอาตามใจชอบ บ้างก็ขอเสรีภาพในการถือศาสนา ดังนั้นลูเทอร์จึงได้ลุกขึ้นมาสอนให้ประชาชนเคารพประมุข และกฎหมายของรัฐ และต่อต้านการจลาจล โดยถือว่าประมุขของรัฐมีอำนาจอันชอบธรรมในสายตาของศาสนา ที่จะดำเนินการเด็ดขาดกับขบวนการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคำสอนของลักธิลูเทอรันส่งเสริมอำนาจชนชั้นปกครอง



·         ทางศาสนา
เกิดการปฏิรูปศาสนาไปทั่วยุโรปโดยแบ่งออกเป็น

1.       แยกนิกายเป็น โปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิก
2.       การปฏิรูปภายในนิกายโรมันคาทอลิกเอง เช่น เกิดคณะเยสุอิต (The Jesuits) ที่เน้นการศึกษาวิทยาการใหม่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สภาสังคายนาแห่งเทรนต์ (1545-1563) ซึ่งต้องการแก้ไขข้อติดเตียนของขบวนการปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์ทั้งหมด แต่ยังเชื่อว่าสิทธิอำนาจมาจากพระคัมภีร์และขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ที่คริสตจักรได้รับสืบทอดมาจากเปโตร และยอมรับอำนาจของสันตะปาปาว่ายังมีอยู่ ผลการปฏิรูปนิกายโรมันคาทอลิก ทำให้สามารถป้องการการขยายตัวของความนิยมในนิกายโปรเตสแตนต์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสันตะปาปาต้องเสียอำนาจในยุโรปไปมาก แต่ก็ยังสามารถรักษาอิทธิพลทางจิตใจเหนือประชากรจำนวนมากของโลกตะวันตกไว้ได้ และสามารถฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิของโรมได้จนถึงปัจจุบัน